วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

6 นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ เมืองไทยไปเวทีโลก "การประชุมผู้ได้รางวัลโนเบล ครั้งที่ 59"

วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11461 มติชนรายวัน


6 นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ เมืองไทยไปเวทีโลก "การประชุมผู้ได้รางวัลโนเบล ครั้งที่ 59"


โดย สกุณา ประยูรศุข




สมเด็จพระเทพรัตนฯ กับเด็กๆ บนเรือ

"ความรู้" เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการทำงานในชีวิตของแต่ละคนฉันใด "ประสบการณ์" ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยเติมเต็มให้ความรู้ที่ใช้ในการทำงานของแต่ละคนนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้นฉันนั้น

เพราะฉะนั้น การหาประสบการณ์เพื่อเพิ่มพูนความรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เช่นเดียวกับการหาประสบการณ์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของประเทศไทย ได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตาเห็นเรื่องราวของโลกกว้างที่อยู่นอกเขตประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นประสบการณ์บนเวทีโลกที่หาได้ยาก เพราะส่วนมากมีแต่ประเทศใหญ่ๆ ที่เขามีโอกาสกัน

ประสบการณ์ที่ว่านี้ คือให้สิทธิได้เข้าร่วมเป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมการประชุมเจ้าของรางวัลโนเบล ครั้งที่ 59 ณ เมืองลินเดา ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งมี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นผู้ดำเนินการผลักดัน ร่วมกับมูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบลแห่งเมืองลินเดา (The Foundation Lindau Nobelprizewinners) และสภาการประชุมเจ้าของรางวัลโนเบลแห่งเมืองลินเดา(The Council for the Lindau Nobel Laureate Meetings)

จนสามารถได้สิทธิส่งตัวแทนนักวิจัยรุ่นเยาว์ของไทยเข้าร่วมการประชุมปีนี้ (2552) เป็นปีที่ 2 และยังได้โควต้าจำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 3 ที่นั่งเป็น 6 ที่นั่ง

โครงการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีพระราชกระแสรับสั่งว่า ทำอย่างไรจะส่งคนไทยไปร่วมประชุมที่เมืองลินเดาได้ หลังจากได้ทอดพระเนตรเรื่องของการประชุมที่ลินเดาในนิตยสารของประเทศเยอรมนี ทรงเห็นว่าเป็นการประชุมที่มีประโยชน์ นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ๆ หลายประเทศจะได้รู้จักพบปะกันเอง เป็นการสร้างเพื่อน ทั้งยังได้ความรู้จากผู้เป็นเจ้าของรางวัลโนเบลโดยตรงที่จะมาเป็นผู้บรรยายให้ฟัง ซึ่งจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของไทยในการทำงานในอนาคต

ผลการดำเนินการของ สวทช. ในที่สุดมีนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ที่ผ่านการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประชุมทั้งหมด 6 คน ซึ่งทั้ง 6 คนนี้ ผู้ตัดสินชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย คือสมเด็จพระเทพรัตนฯ ที่มีพระราชวินิจฉัยด้วยพระองค์เอง

สำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ทั้งหกคน ได้แก่- -น.ส.รณพร ตันติเวชวุฒิกุล, น.ส.ศิรินันท์ กุลชาติ, นายธนิษฐ์ ปราณีนรารัตน์, นายณิรวัฒน์ ธรรมจักร์, น.ส.รวิวรรณ เหล่าเจริญสุข และ น.ส.ปาริฉัตร วนลาภพัฒนา

นอกจากนี้แล้วยังมีเยาวชนไทยอีกสองคนที่ได้รับคัดเลือกโดยทางสถาบันที่สังกัดอยู่เป็นผู้ส่งชื่อเข้าร่วมการประชุม หนึ่งในนั้นคือ วโรดม เจริญสวรรค์ กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ที่ลินเดา นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ทั้ง 6 คนได้ใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไปจากกรอบเดิมๆ นอกเหนือจากการเข้าฟังการบรรยายในห้องประชุมแล้ว ทุกคนได้เรียนรู้หลายๆ อย่างเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ไม่ว่าจะเรื่องของการเข้าสังคม ฟังดนตรี รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อนที่มาจากประเทศต่างๆ 67 ประเทศ การใช้เวลาว่างชื่นชมในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือน ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่เมืองลินเดา

ปาริฉัตร วนลาภพัฒนา หนึ่งในหกตัวแทนนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ที่ได้รับคัดเลือก ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงประสบการณ์ครั้งนี้ว่า ดีใจและตื่นเต้นที่ได้รับเลือก แต่ก็มีความกังวลเกิดขึ้น โดยก่อนหน้าจะเดินทางไปร่วมประชุมจะกังวลในเรื่องการเตรียมตัว ซึ่งคนอื่นๆ ไม่แตกต่างกันนัก

"หลังผ่านการคัดเลือกพวกเราทั้ง 6 จะได้รับคำแนะนำในการเตรียมตัวไปประชุม โดยคณะกรรมการให้ทำไฟล์งานวิชาการที่เกี่ยวกับตัวเจ้าของรางวัลโนเบลแต่ละคน อาจเป็นเพราะเราเป็นอาจารย์และอาวุโสกว่าคนอื่นจึงกลายเป็นศูนย์กลางระหว่าง สวทช. และน้องๆ มีหน้าที่แบ่งงานให้แต่ละคนไปทำการบ้านหาข้อมูล ก็รับไปคนละ 3-4 ท่าน โดยเลือกเอาเจ้าของโนเบลคนที่ตัวเองชอบมากที่สุด.."

"สำหรับตัวดิฉันเองสนใจโปรเฟสเซอร์ รูดอล์ฟ มาร์คัส ซึ่งงานของเขาจะเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับปฏิกิริยาการถ่ายเทอิเล็กตรอน มันตรงกับงานวิจัยที่ตัวเองทำอยู่พอดี เป็นงานเคมีไฟฟ้า แล้วก็สนใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย จึงมีโนเบลคนอื่นๆ อีกที่สนใจ อาทิ ดปสเฟสเซอร์ มาริโอ โมลีนา, พอล ครุตเซ่น เขาได้รางวัลปีเดียวกัน ที่น่าสนใจคือเขาทำวิจัยเรื่องโอโซนในชั้นบรรยากาศหายไปได้อย่างไร"

อาจารย์ปาริฉัตรกล่าวต่อว่า งานวิจัยของตนที่กำลังศึกษาอยู่นั้นหากมีการนำไปประยุกต์ใช้จะใช้ได้ 2 แบบ คือแบบแรกนำไปใช้ในการวิเคราะห์หาปริมาณของสาร เพื่อหาว่ามีสารอะไรบ้างอยู่ในสารตัวอย่างต่างๆ แบบที่สองเอาไปประยุกต์ใช้ในเรื่องของพลังงานทดแทน ตัวอย่าง เช่น นำงานวิจัยที่ได้มาพัฒนาขั้วไฟฟ้าเพื่อนำไปตรวจวัดโลหะหนักใน ข้าว หรือ น้ำดื่ม

เพราะโลหะหนักเวลาจะวิเคราะห์โดยทั่วไปต้องใช้หลากหลายวิธี แต่วิธีที่ดีที่สุดจะต้องใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ ซึ่งมีราคาค่อนข้างแพง เลยเลือกที่จะพัฒนาทางเคมีไฟฟ้าแทน เพราะว่าราคาถูกกว่ากันหลายสิบเท่า ที่สำคัญคือมีขนาดเล็ก ถ้าสามารถพัฒนาได้มากขึ้นสุดท้ายสามารถทำเป็นเหมือนชุดตรวจวัดขนาดเล็ก ใช้งานได้ง่ายและมีราคาถูกลงไปอีก

(ซ้ายบน) โปรเฟสเซอร์ โอซามุ ชิโมมูระ เจ้าของรางวัลโนเบลคนล่าสุดของญี่ปุ่น กับเด็กไทย (ขวาบน) นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ทั้ง 6 กับ สวทช. (ขวาล่าง) บรรยากาศการเสวนา ที่เกาะไมเนา (ขวาล่าง) จากซ้าย-วโรดม เจริญสวรรค์, ธนิษฐ์ ปราณีนรารัตน์ และ ดร.ปาริฉัตร วนลาภพัฒนา



"โอ้โฮ...แต่กว่าจะเดินทางไปได้ต้องเตรียมตัวหลายอย่างมาก ไหนจะเรื่องต้องเข้าสังคมด้วย ต้องทำกิจกรรมในแต่ลวันด้วย ยังแอบคุยกับน้องๆ ว่าพวกเราเหมือนกับเป็นนางงามเตรียมตัวไปประกวดเลยเนาะ" กล่าวพร้อมกับหัวเราะ

แต่แล้วเพราะการเตรียมตัวไปอย่างดีทำให้เมื่อเข้าร่วมประชุมจริง สิ่งที่ได้กลับมาคือ "ช่วยให้พวกเราฟังการบรรยายงานของเขาได้ง่ายขึ้นและเข้าใจมากขึ้น"

อาจารย์ปาริฉัตรบอกว่า สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นนอกเหนือจากนั้นคือ มีนักวิจัยรางวัลโนเบลบางคนที่เขาไม่ได้พูดในงานวิจัยของเขาเลย แต่ไปพูดในเรื่องที่เขาชื่นชอบแทน

"อย่าง ริชาร์ด เอิร์นส์ พูดถึงงานศิลปะของทิเบตแทนงานวิจัยที่เขาได้รับรางวัล ไฟล์ที่เราเตรียมไปก็เอ๊ะ...ยังไงดี แต่ว่าพอฟังดีๆ ไม่หนีจากงานวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด เพราะงานศิลปะที่เขาศึกษานั้นก็ใช้เทคนิคทางด้านวิทยาศาสตร์ไปศึกษา อย่างเรื่องของสี หรือการวิเคราะห์ภาพศิลปะ หรืออีกคน โฟโต้ที่ค้นพบคาร์บอน 60 ปรากฏว่าสิ่งที่เขาทำตอนหลัง-หลังจากได้รางวัลแล้ว คือเดินทางไปตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก แล้วไปสอนเด็กๆ เรื่องคาร์บอน 60 อย่างนี้เป็นต้น ก็แสดงให้เห็นว่านักวิทยาศาสตร์นอกจากงานวิจัยที่ได้ค้นคว้าเพื่อตอบโจทย์ที่ยากขึ้นแล้ว ก็ควรจะทำอะไรให้แก่สังคมบ้าง ไม่มากก็น้อย"

อย่างไรก็ตาม เรื่องสนุกสนาก็ยังเกิดขึ้นกับเยาวชนของไทย- -

"ชอบมาก-ก คือพวกเราแต่ละคนได้ถ่ายรูปขอลายเซ็นกับโนเบลที่ตัวเองชอบ เหมือนได้ไปเจอดาราคนโปรดเลย ระหว่างนั้นก็ได้คุยกับเขาเป็นการส่วนตัวด้วย แต่ละคนเลยสะสมลายเซ็นกันใหญ่ ได้กันไปหลายลายเซ็น.."

ในช่วงของการประชุมกลุ่มย่อย ผู้ประสานงานในกลุ่มเยาวชนทั้งหก เล่าว่า แต่ละคนจะเลือกเข้าฟังในห้องที่เจ้าของรางวัลโนเบลที่ตนสนใจพูด ถ้าสนใจหลายคนก็ต้องจัดแบ่งเวลาให้ดี น้องๆ คนหนึ่งจึงสามารถเข้าฟังการประชุมกลุ่มย่อยจากโนเบลได้หลายคน

"ส่วนตัวแล้วดิฉันได้ถามคำถามกับโนเบลหลายคนเหมือนกัน ถือเป็นโอกาสดี เพราะการประชุมที่ลินเดามีความพิเศษตรงนี้ที่ไม่มีใครเหมือน เขาให้โอกาสนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ไปเจอโนเบลแต่ละท่าน ซึ่งแต่ละคนก็วุ่นมากอยู่แล้วแต่เขายังสละเวลามา เพราะเขาเห็นความสำคัญของคนรุ่นใหม่ว่าถ้าได้รับการจุดประกายหรือแนะแนวที่ถูกต้อง จะช่วยส่งผลต่อโลกอนาคตได้ต่อไป"

"สิ่งที่เขาพูดกันเป็นส่วนใหญ่ในการประชุมนี้ คือปัญหาพลังงาน ทำอย่างไรที่จะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานที่มีมากมายนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ถ้าสามารถดึงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้โดยเปลี่ยนเป็นรูปพลังงานอื่นและเป็นพลังงานที่สะอาดได้ก็จะดี ซึ่งทำให้เราเริ่มมองเห็นภาพ เวลาเราไปสอนหนังสือเด็กถ้ามีโอกาสก็จะแทรกมุมมองเหล่านี้ให้เด็กๆ ทราบว่าตอนนี้โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว เป็นการบ่มเพาะให้มีนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ๆและได้บุคลากรที่ดีขึ้นมา"

สำหรับภารกิจภายหลังการประชุม อาจารย์ปาริฉัตรบอกว่า นอกจากการทำรายงานส่งคณะกรรมการแล้ว ยังมีหน้าที่ไปบรรยายให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์แก่เด็กๆ ตามโรงเรียนต่างๆ ซึ่งเท่าที่สังเกตจะพบว่าปัจจุบันเด็กเริ่มเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์มากขึ้น และมีทุนมากมายที่เข้ามาให้การสนับสนุน

"เหนืออื่นใดของงานนี้เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต คือ การได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนฯ อย่างใกล้ชิด ท่านทรงเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ทรงเป็นกันเองกับพวกเราอย่างมาก ทำให้ทราบว่าท่านทรงงานมากมายเต็มไปหมด จุดหนึ่งที่เห็นชัดคือ ทรงคาดหวังอยากให้นักวิทยาศาสตร์รวมตัวกันแล้วไปช่วยแก้ปัญหาให้กับประเทศไทยให้มากขึ้น ปัญหาที่ว่าเป็นปัญหารากหญ้า เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครประยุกต์ใช้ในสิ่งที่เรียนมาเพื่อไปแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ทรงอยากให้ทุกคนช่วยกัน และอีกสิ่งหนึ่งทรงฝากไว้ คือทุกวันนี้คนศึกษาค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ตเยอะมาก ทรงหวังว่าอยากจะเห็นว่ามีกูเกิ้ลเป็นภาษาไทยมากขึ้น หรือมีฐานข้อมูลให้ความรู้ประชาชนเป็นภาษาไทยให้มากกว่านี้"

ปาริฉัตรบอกด้วยว่า งานวิจัยของตัวเองยังคงจะค้นคว้าต่อไปเรื่อยๆ เพื่อตอบโจทย์ที่ยากขึ้น ทั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจที่ได้เห็น ได้ฟังจากการประชุมครั้งนี้

"รู้สึกได้เลยว่า นอกจากงานวิชาการที่ได้แล้ว วิธีการดำเนินชีวิตที่กว่าพวกโนเบลจะมาถึงจุดที่เขาเป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่ละคนต้องทุ่มเทอย่างมาก ถึงแม้ว่าเขาจะพูดว่างานที่เขาค้นพบมาจากความบังเอิญ แต่เอาเข้าจริงทุกคนต่างเป็นคนช่างสังเกต และจริงจังในงานวิจัยเหล่านั้น บางคนเวลาทำการทดลองเมื่อไม่ได้อย่างใจแทนที่จะโยนทิ้งหรือล้มเลิก แต่กลับนำไปวิเคราะห์ต่อ ทำให้เกิดการค้นพบที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องมีการฝึกฝนกันจนเป็นนิสัยจริงๆ"

หนึ่งสัปดาห์แห่งการประชุมที่ลินเดา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ทั้งหกคนจากเมืองไทย จึงมิใช่เพียงการเข้าร่วมให้ผ่านพ้นไปเพียงวันๆ

แต่ทั้งหมดเปรียบเสมือนได้ผ่านการฝึกปรือวิทยายุทธ์ในสนามระดับโลก ที่จะสามารถนำมาปรับใช้ในอนาคต สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติให้ได้มากที่สุด



"ครั้งหนึ่งในชีวิต"นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์

@ ศิรินันท์ กุลชาติ อายุ 22 ปี



ภูมิลำเนาอยู่ จ.กาฬสินธุ์ เรียนจบชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนบัวขาว อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาเคมี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบัน ศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาเคมีอนินทรีย์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

งานวิจัยที่สำคัญ พ.ศ.2547 ทำงานวิจัยที่หน่วยวิจัยเคมีอินทรีย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาพบว่าใบของต้น "ติดต่อ" มีฤทธิ์ในการเป็นสารต้านมะเร็งช่องปาก ดังนั้น จึงได้สกัดสารเคมีจากใบของต้นติดต่อ และนำสารเหล่านั้นมาหาโครงสร้างทางเคมี และทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพต่อไป

พ.ศ.2548-2550 ทำงานวิจัยที่หน่วยวิจัยเคมีซุปปรา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 ทำงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส เอ แอนด์ เอ็ม สหรัฐอเมริกา เป็นการศึกษาคุณสมบัติของสารที่มีอนุพันธ์ของแนพทาลีนและซิลิคอน และสามารถนำไปใช้ตรวจวัดฟลูออไรด์ไอออนในคลอโรฟอร์มได้

ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาโท และทำงานวิจัยที่หน่วยวิจัยเคมีซุปปรา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ "การสังเคราะห์และพิสูจน์เอกลักษณ์ของสารที่มีอนุพันธ์ของเคอร์คิวมินเป็นองค์ประกอบ เพื่อใช้เป็นเซ็นเซอร์ในการตรวจวัดน้ำตาล

"มีความสนใจวิทยาศาสตร์มาแต่เด็ก และอ่านเรื่องราวของรางวัลโนเบลมาตลอด กระทั่งมาถึงวันที่ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนไปประชุมที่ลินเดา ก็รู้สึกตื่นเต้นดีและคิดว่าคงต้องสนุก อย่างที่ทราบก็มีการเตรียมตัวโดยศึกษาประวัติของโนเบลไพร้ซ์แต่ละคน และเตรียมตัวด้านอื่นๆ เพราะเราไม่ได้ไปในเรื่องของความรู้อย่างเดียว ยังมีการคบหาสมาคมกับเพื่อนประเทศอื่นๆ ด้วย ซึ่งตอนที่ลงเรือไปเกาะไมเนาได้คุยกับเพื่อนจากประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี ฯลฯ ทำให้เห็นโลกที่กว้างขึ้น การได้คุยกับเพื่อนคนอื่นๆ ทำให้รู้ว่างานของเขาเป็นอย่างไร และถ้าเหมือนกันก็ได้แลกเปลี่ยนเป็นการสร้างเครือข่าย ซึ่งมีงานของหลายคนที่ตัวเองสนใจ ซึ่งคงจะพูดคุยกันต่อไปในอนาคต"

"สำหรับเจ้าของรางวัลโนเบลที่ชอบมาก คือ ดร.ริชาร์ด เอิร์นสท์ ชอบในเรื่องที่เขาทำวิจัยและยังชอบประวัติการทำงานของเขา รู้สึกว่าเขาผ่านกระบวนการทำงานหลายอย่างและทำงานหนักมากกว่าจะพบความสำเร็จในชีวิต ไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่เราจะได้เจอโนเบลและใกล้ชิดขนาดนี้"

"ส่วนการได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทำให้เห็นว่าท่านทรงให้ความสำคัญกับงานทุกสาขา ไม่ว่าเรื่องของศิลปวัฒนธรรม หรือวิทยาศาสตร์ มีเพื่อนจากหลายประเทศมาถามว่าท่านทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือเปล่า ก็บอกเขาว่าไม่ได้เป็นโดยตรง แต่ทรงเป็นโดยทางปฏิบัติในการทรงงานต่างๆ ในโครงการของท่าน และบอกเขาว่าท่านทรงให้ความสนใจให้ความสำคัญกับงานวิทยาศาสตร์มาก มีโครงงานของท่านหลายโครงงานที่ทำประโยชน์แก่ประเทศ และท่านเองพยายามผลักดันให้เด็กไทยมีโอกาสไปงานแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเราทุกคนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณมาก และตอนลงเรือท่านทรงเป็นกันเองมากๆ ด้วย"



@ รวิวรรณ เหล่าเจริญสุข อายุ 27 ปี

จบปริญญาตรี (เกียตรินิยมอันดับหนึ่ง) สาขาเคมี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปริญญาเอก สาขาเคมี Arizona State University, ประเทศสหรัฐอเมริกา

แล้วได้รับทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) เพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ ในสาขาเคมี เมื่อปี พ.ศ.2546 ขณะนี้กำลังทำงานวิจัยอยู่ที่สถาบันวิจัยแห่งชาติ ลอส อลามอส (Los Alamos National Laboratory) ประเทศสหรัฐอเมริกาโดย CINT เป็นหนึ่งในห้าของศูนย์วิจัยทางด้านนาโนศาสตร์ (nanoscience) ของ US Department of Energy

เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการสังเคราะห์และคุณสมบัติของวัสดุที่มีขนาดเล็กระดับนาโนเมตร (ขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมประมาณหนึ่งหมื่นถึงหนึ่งแสนเท่า) เช่น โลหะ สารกึ่งตัวนำ และพอลิเมอร์ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาสร้างเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ การสร้างเครื่องมือตรววจวัดที่มีขนาดเล็ก และการพัฒนาทางด้านการแพทย์

"ประทับใจมากที่ได้มาร่วมประชุมครั้งนี้ โดยเฉพาะในส่วนของพิธีการที่ให้นักวิทยาศาสตร์แต่ละคนมาพูด อย่างโปรเฟสเซอร์อาร์เบอร์ ทำให้เห็นถึงโลกทรรศน์ของเขาว่ามีความรู้สึกอย่างไรต่องานนี้ และการที่ได้เข้ามาถึงตรงนี้ยังทำให้เกิดแรงบันดาลใจแก่เด็กรุ่นใหม่อย่างพวกเรา ซึ่งจะได้เก็บความทรงจำส่วนนี้ไว้- -"

"..ที่ตื่นเต้นที่สุดเห็นจะเป็นการได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนฯ เป็นเพราะท่านทรงเล็งเห็นประโยชน์ของการพัฒนานักวิทยาศาสตร์ไทย ทำให้เด็กรุ่นใหม่อย่างพวกเรามีโอกาส ท่านให้โอกาสพวกเรา..คือมันเหมือนเป็น...ครั้งหนึ่งในชีวิต...ปลาบปลื้มใจมากๆ และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ" กล่าวเสียงเครือ

"..พยายามเก็บเอาความรู้ความเข้าใจให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเฉพาะในเรื่องของความอดทน เพราะทำงานด้านวิทยาศาสตร์ต้องมีความอดทนสูงมาก ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญมากๆ

...อย่างมีคนหนึ่งที่เขาพูดในการประชุมว่า การมาทำงานทางวิทยาศาสตร์ 90% ของเวลา คือ ความล้มเหลว เราไม่ได้อะไร...หนทางที่จะนำไปสู่การรวบรวมให้ได้ซึ่งคำตอบมันมีหนทางเดียว คือเราต้องมีความอดทน ส่วนนี้คือสิ่งที่เราเห็นเราได้ และอีกคน โปรเฟสเซอร์ฮาโรลด์ โครโต ที่กล่าวว่า "เราทำงานวิจัยไม่ได้เพียงเพื่อค้นหาแค่คำตอบของปัญหา แต่เพื่อเข้าใจถึงปัญหา"

"นอกจากนี้การประชุมยังส่งผลให้เข้าไปมีส่วนร่วมในเครือข่ายงานวิจัยระดับนานาชาติของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ โดยตัวเองมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพูดคุยถึงงานวิจัยที่สามารถทำร่วมกันได้กับเพื่อนนักวิจัยจากหลากหลายประเทศ เช่น เยอรมนี จีน สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และสิงคโปร์"



@ ธนิษฐ์ ปราณีนรารัตน์ อายุ 24 ปี

จบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนอัสสัมชัญ ปริญญาตรี จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาและวิจัย จากโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน สวทช.)

ปัจจุบัน ศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาเคมีอินทรีย์ ณ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) สหรัฐอเมริกา (ได้รับพระราชทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกวิทยาศาสตร์ ปี 2550)

ได้รับรางวัลเหรียญทองการแข่งขันเคมีโอลิมปิคระหว่างประเทศครั้งที่ 35 ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ แลได้รับพระราชทานเหรียญทองในงานพระราชทานปริญญาบัตรวิทยาศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษากระบวนการสื่อสารกันของแบคทีเรีย ที่เรียกว่า "quorum sensing" ซึ่งเป็นกระบวนการที่ควบคุมปรากฏการณ์ที่สำคัญหลายอย่างของแบคทีเรียหลายสายพันธุ์ เช่น การเกิดฟิล์มชีวภาพ (biofilm) ในแบคทีเรีย Pseudomonas aeruginosa ทำให้ยาปฏิชีวนะไม่สามารถเข้าไปทำลายเซลล์ได้ หรือ การควบคุมกระบวนการเกิดหน่อใหม่ของรากพืชตระกูลถั่วโดยแบคทีเรียพวก Rhizobia

งานวิจัยโดยส่วนตัว มุ่งเน้นการใช้เครื่องมือและความรู้ทางเคมีเพื่อค้นหาสารประกอบและวิธีการใหม่ๆ ที่จะควบคุมกระบวนการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การค้นพบยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ได้ในที่สุด

"รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับพระราชทานโอกาสอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ยิ่งเมื่อได้ไปเข้าร่วมการประชุม ยิ่งทำให้ตระหนักถึงโอกาสที่ได้รับมาว่ามีคุณค่าเพียงใด โดยเฉพาะส่วนตัวได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลมาก่อน โดยพระราชวินิจฉัยของพระองค์ท่าน จึงยิ่งทำให้รู้สึกตระหนักถึงโอกาสและความรับผิดชอบในอนาคต อันสืบเนื่องมาจากพระเมตตาที่ได้รับ"

"ระหว่างที่อยู่ที่ลินเดารู้สึกว่าเป็นประสบการณ์และความประทับใจที่จะติดอยู่ในใจไปตลอดชีวิต และไม่คิดว่าจะมีงานประชุมวิชาการใดในโลก ที่จะมีความพิเศษเช่นนี้ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้อภิปรายกลุ่มย่อย ซึ่งแม้แต่สื่อมวลชนก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป ถือเป็นโอกาสพิเศษที่สุดในชีวิตที่คงจะหาไม่ได้ที่ไหนอีก นอกจากนี้ กิจกรรมเสริมอื่นๆ เช่น งานเลี้ยงถือว่าทำให้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่ดีๆ ของชาวตะวันตกเพิ่มขึ้นมาก กับเพื่อนต่างชาตินั้น การที่เราได้อยู่ร่วมกันหลายวัน ทำให้ได้เห็นและเรียนรู้คุณสมบัติการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีของแต่ละคนโดยที่คนอื่นไม่รู้ตัว และนำมาพัฒนาลบจุดด้อยของตัวเราเอง"

"นักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลแต่ละคนที่มาเปรียบเสมือนดาราของเยาวชนนักวิทยาศาสตร์ หลายๆ คนอดไม่ได้ที่จะคอยจ้องมองท่านเหล่านั้นตลอดเวลา ไม่ว่าท่านจะทำอะไรก็ตาม ข้อคิดสำคัญที่ได้จากการได้คลุกคลีกับนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกเหล่านี้ก็คือ การทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะรางวัลเป็นแค่ผลพลอยได้ ไม่มีท่านใดสามารถบอกเราเป็นสูตรตายตัวได้ว่า ทำอย่างไรจึงจะได้รับรางวัลโนเบล ดังนั้น เราจึงควรสนใจเพียงแต่เลือกทำในสิ่งที่เราทำไปได้ตลอดชีวิต มากกว่าที่จะสนใจความสำเร็จเป็นรางวัล"

"ผมเห็นว่าช่วงเวลาที่กำลังศึกษาระดับปริญญาเอก ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการก้าวเข้าสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยทางเคมีอย่างเต็มตัวในอนาคต โอกาสและประสบการณ์ที่ลินเดา จะส่งผลกระทบมากขึ้นต่ออุดมการและความมุ่งมั่นในการที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีคนหนึ่งของผม และทำให้ผมมั่นใจในเส้นทางชีวิตของตัวเอง ที่คิดว่าจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อตนเองและประเทศชาติต่อไป"



@ วโรดม เจริญสวรรค์ อายุ 25 ปี

เรียนจบชั้นมัธยมปลาย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปริญญาตรีจากยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ปัจจุบันกำลังศึกษาวิชาคอมพิวเตชั่นแนล ไบโอโลยี ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยจัดการข้อมูลทางชีววิทยา เพื่อแก้ปัญหาและสร้างแบบจำลองเกี่ยวกับพันธุกรรมและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

"สิ่งที่ประทับใจที่สุดในครั้งนี้ คือการได้ถามคำถามและแลกเปลี่ยนทัศนคติกับนักวิทยาศาสตร์ในช่วงการประชุมย่อย เพราะนักวิทยาศาสตร์แต่ละท่านมาจากภูมิหลังและประสบการณ์ต่างกันไป แต่น่าสนใจว่าทำไมแต่ละคนจึงประสบความสำเร็จและมายืนที่จุดเดียวกันนี้ได้ ซึ่งแสดงว่าไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับความสำเร็จ สิ่งที่ดีที่สุดคือการเก็บรวบรวมของแต่ละคน คนละเล็กละน้อย เลือกเอาที่เหมาะกับตัวเราและนำมาประยุกต์เป็นสูตรสำเร็จของตัวเราเอง"

"..อีกอย่างที่ประทับใจคือการได้พบปะกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์คนอื่นๆ ได้เจอเพื่อนใหม่ที่อาจจะนำไปสู่ความร่วมมือทางการวิจัยในอนาคต"

หน้า 20
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pra01270752&sectionid=0131&day=2009-07-27

--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น